คนที่เดินผ่าน's profileค น ที่ เ ดิ น ผ่ ...PhotosBlogListsMore Tools Help

ค น ที่ เ ดิ น ผ่ า น

คนที่เดินผ่าน

Occupation
Location
Photo 1 of 34
November 21

วันที่สมปองทิ้งธงไชยไว้ในห้องตัวเดียว

ตื่นสายหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
ตื่นสาย แต่ยังรู้สึกว่ายังเช้า
เช้านี้มันเงียบๆพิกล
มันน่าจะมีเสียงอะไรบ้าง
มันเป็นตอนกลางวันที่น่าจะเป็นช่วงของการทำกิจกรรมล้างผลาญต่างๆนานา
และกลางคืนที่ต้องพักผ่อน กลับดังกว่า
 
ที่ระเบียง มีเก้าอี้พับ
มันอยู่อย่างสงบ ปราศจากการเคลื่อนไหวจากตัวมันเอง และสิ่งรบกวนภายนอก
มานานแล้ว
มุมมองของเก้าอี้ บางที สวยงาม บางที สับสน
มีคำถามใหม่ๆเกิดขึ้นที่นั่น ทุกวัน
วันนี้ก็มี
 
ทำไมคน(มนุษย์=สัตว์ที่ยกย่องเผ่าพันธุ์ตนว่าเป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ ลำตัวตั้งตรงและตั้งฉากกับพื้นโลก ร่วมเพศในที่ลับและไม่จำกัดฤดูผสมพันธุ์)
ถึงชอบตั้งชื่อตุ๊กตา?
 
หนึ่งคำถามก็เพียงพอสำหรับการตื่นนอนครั้งล่าสุด
 
ให้สมองได้ออกกำลังกายบ้าง
 
กลับมานั่งที่เก้าอี้
เอาขาพาดไว้แล้วยื่นส่วนตีนออกนอกระเบียง
มองท้องฟ้าลอดผ่านช่องง่ามนิ้วตีนขึ้นไป
บางทีก็นึกอยากจะเห็นภาพนี้จากข้างบนลงมา
 
ลมพัดจากตะวันออกไปทงตะวันตก
พัดโดนขาขวาก่อนถึงขาซ้าย
โดยมีส่วนหนึ่งถูกบดบัง
 
ภาพ และ ความรู้สึกข้างหน้านี้
--ลมพัดขนนิ้วตีนและขนหน้าแข้ง--
ทำให้
การตื่นนอน
สมบูรณ์แบบ
 
October 22

มันกลายเป็นอัตตา กลายเป็นตัวตน กลายเป็น Lifestyle

ยึด-ติด กับอัตตา นั้นเป็นทุกข์
อัตตา คือ ตัวตน
อนัตตา คือ ไม่มีตัวตน
ปล่อยให้
เอ บี ซี ดี เอฟ ให้เป็นอนัตตา
เอฟ นั้นมีจริง มันมีอยู่ก่อนแล้ว
แต่ไม่มีสาระ
เพราะมันไม่เที่ยง ไม่จีรัง
วันนี้ เอฟ เดี๋ยววันหน้าก็ เอ
วันต่อไปอาจจะ เอฟ อีกก็ได้
 
 
เห็นแบบนี้แล้ว
การยึด เอ บี ซี ดี ก็เป็นทุกข์
เคยได้ เอ แล้วไม่ได้ก็เป็นทุกข์
 
การติด เอฟ ก็เป็นทุกข์
 
ดังนั้น ก็ขอให้ทุกคน
อย่ายึดและ "ติดเอฟ" นะครับ
 
 
 
ย้ำอีกซักทีว่า
เอฟ นั้นมีอยู่จริง
 
 
 
 
 
 
 
September 29

นกเพลง- - - -

ฉันคือขอนไม้ล่องลอยอยู่กลางทะเล
ไร้คนไม่มีจุดหมาย
ฉันคือนกน้อยพูดคุยกับกรงของฉันเอง
ร้องเพลงยามเจ้าว้าเหว่
ฉันมีความสุขกับการได้มีชีวิต
ฉันมีความสุขกับอิสระทางความคิด
นกน้อยที่บินอยู่ พูดคุยกับฟ้าที่วังเวง
ร้องเพลงยามเจ้าว้าเหว่
อยากหาคุณค่า ในการดำรงชีวิตอยู่
อยากลอง อยากเป็น อยากคิด อยากเห็น อยากรู้
ฝันอยากทำ ในสิ่งที่ใจนั้นต้องการ
แต่ฉันมีฝันมากมายเหลือเกิน
ถนนมากมาย อาจพาเธอหลงทาง
แต่ถนนทุกสายก็ย่อมมีจุดหมาย
ฉันคือนกน้อยพูดคุยกับกรงของฉันเอง
ร้องเพลงยามเจ้านิทรา
: อพาร์ตเมนต์คุณป้า (ชะม้อย)
 
 
--------------------------วันนี้มันมีอย่างนึงที่สะกิดให้คิดถึงคำพูดที่อามเคยเขียนในเฟรนด์ชิพ... ไม่ใช่สิเราแค่อนุญาตให้มันเขียนในไดอารี่
เพราะคิดว่าเรากับมัน(ความข้อนี้ให้ใช้ตลอดถึงบักหัมน้อยๆทั้งหลาย--กี่เกิบ)คบกันมาตั้งนานขนาดนี้คงจะไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวกันแล้ว
--มันบอกว่า "เพื่อน คือคนที่ควรจะเว้นระยะห่างแต่พอสมควร แต่ไม่ห่างจนเกินไป" อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ --?????--
และมันยังบอกอีกหล่ะ --"กูต้องร้องไห้แน่เลย ถ้าถึงวันที่เราจากกัน เพราะว่าเราเรียนคนละที่" 
อารมณ์ตอนนั้นเลยนะ มันเครียดว่ะ  เครียดที่เราจะหาเพื่อนอย่างพวกนี้ได้เหรอ เราจะมีปัญญาเหรอ ?? คิดแล้วเครียดจัดเลย
เอาล่ะวะ งั้นเรามาจัดงานเลี้ยงร่ำลาให้สมควรแก่การที่เราต้องจากกันหน่อย ทั้ง เตะบอลแมทต์อำลาที่ กี่เกิบสเตเดี่ยม กินข้าวด้วยกันมื้อใหญ่ที่นั่น
"เห้ยพวกมึง คนไหนได้เรียนที่อื่น มึงต้องมาขอนแก่นบ่อยๆนะเว่ย มึงอย่าลืมสัญญาว่าจะกลับมาอุทยานการความรู้ตอนอายุ 30 ปีนะเว่ย เห้ยย โชคดีเว่ย"
-----------------------------------------------
----------------------------------------------
--------------------------------------------
------------------------------------------
----------------------------------------
-----------------วันประกาศผลเอนท์
มึงได้ไหนกัน
กูอยู่ มข.เว่ย
เห้ยกูก็เหมือนกัน
กูก็ด้วย ๆ ฯลฯ
เห้ยย แม่ง อยู่ด้วยกันหมดเลย
 
เครียดอีกแล้ว ไม่เห็นซึ้งเหมือนที่คิดเลยว่ะ
 
-แล้วมันก็มาอยู่ด้วยกันหมดทุกคน ที่แฟลต-
 
เราก็ยังนึกไม่ออกหรอกว่าที่บักอามมันเขียนไว้ ต้องการจะสื่ออะไรของมัน
แต่เวลาได้ทำหน้าที่สื่อความหมายได้อย่างดี ยิ่งนานเข้าคำพูดแต่ละคำที่เคยพูดกันก็ทยอยกันหายไป
เราพูดกันน้อยลงว่ะ จนวันนึงก็เห็นว่า มึงเป็นคนอย่างนี้นี่เองเหรอ
เครียดอีกแล้วครับ
เพราะเราอยู่ด้วยกันมากเกินไปเหรอ คำว่าเรื่องส่วนตัว เวลาส่วนตัวจึงเริ่มเข้ามามีบทบาท
จึงได้คำตอบเลยย  ทำไมต้องมีระยะห่าง
เนาะๆ
55
อย่าเครียด
August 12

Mother's day & Another day

 แค่เฮ่อ หรือเป็นปรากฎการณ์
หรือแค่กระแสที่รุนแรงแล้ววูบไปจนแผ่วเบา
จากสำคัญสู่ธรรมดาสามัญ
หรือ
วันแม่จะมีเพียงวันเดียว
 
 
July 30

--สมปอง--เด็กชายวัยยี่สิบขวบคนล่าสุดของโลก--

วันนี้ผมต้องตื่นแต่เช้า
แม่ยื่นคำขาดมาตั้งแต่เมื่อคืน ว่า "พรุ่งนี้ผมต้องตื่นเช้า"
แล้วให้เหตุผลว่า ที่ต้องตื่นแต่เช้า เพราะมันเป็นวันเกิดของผม
การตื่นนอนโดยการฝืนสังขาร มันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด
ทำให้ผมเอาหัวที่ยังติดอยู่กับหมอน คิดไปถึงหนังสือ วรรณกรรมเยาวชนเล่มล่าสุดที่ผมซื้อมา
"พาล์มเมอร์ เด็กชายผู้วิ่งหนีวันเกิด"
ทั้งที่ผมยังไม่ได้เปิดอ่าน ก็เริ่มทึกทักเอาเองและจินตนาการอย่างสมจริงแบบสามมิติ ว่า "วันเกิด" คงไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่
 
เป็นไปอย่างที่ผมคาด
การลุกขึ้นจากที่นอนทั้งที่ยังไม่ลืมตาทำให้เกิดอาการปวดหัว ทั้งวัน
การแต่งตัวที่ขัดใจแม่ --แม่ด่าว่า แต่งตัวอย่างนี้ไปวัดได้ยังไง--
ก็เลยบอกตอบไปว่า เดี๋ยวไปถึงวัดหลวงพ่อก็จะสอนว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับของนอกกาย  เสื้อผ้ามันเป็นของนอกกาย ฉะนั้นอย่าไปยึดไปถือให้มั่น
แม่นิ่งแล้วกลอกตาไปมา ทำท่าคิดอะไรบางอย่าง  ซักพักแกก็บ่นอีกว่า มันก็น่าจะสุภาพกว่านี้
ผมเลยก้มลงสำรวจตัวเอง ผมใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น --อืม--
"ถ้าแม่บ่นอีกที ผมจะกลับไปนอน"  
น่าจะพูดได้เต็มปากว่าเช้าวันนี้ผมไม่ได้อยากไปวัดเลย -อยากนอน-
รู้สึกตัวอีกที ผมก็กะลังเดินอยู่ในวัดแล้ว วัดอะไรก็ไม่รู้ เพราะตอนเข้าประตูมา ลืมอ่านป้าย
ผู้คนเยอะแยะอัดกันเต็มศาลา พิธีการเริ่มด้วยการสวดมนต์ และการถวายอาหาร
จุดนี้มันเปิดประสบการณ์ของผมเป็นอย่างมาก
คิดภาพตามนะ
พระ 7 รูป หันหน้าเข้าหาโยม นับร้อย ผมนั่งอยู่แถวหน้าสุด
ถวายอาหาร แบบบุฟเฟ่ 
ตรงหน้าพระ มีบาตรรูปละใบ หงายอยู่ ผมขอย้ำนะว่าหงายอยู่ ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่ากับอาหารทำไมหงาย แต่กับรัฐธรรมนูญทำไมถึงคว่ำ  แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือ จะมีรถเข็นเล็กๆลำเลียงอาหารที่แตกต่าง หลากหลายชนิด
ขบวนแรกเป็นข้าวเหนียว เมื่อรถผ่านหน้าหลวงพี่ หลวงพี่ก็จะปั้นข้าวเหนียวแล้วอาหย่อนลงไปในบาตรส่วนตัว
ต่อมาเป็นข้าวเจ้า ก็ตักข้าวเจ้าลงบาตรใบเดิม 
คราวนี้เป็นกับข้าว ลาบเป็ดลาบไก่ *ลาบงัว* แกงจืด แกงขี้เหล็ก อ่อมไก่ใส่มะละกอ ป่นปลา น่องไก่ทอด ต้มยำกุ้ง และอีก 10ๆเมนุที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้
รวมกันอยุ่ในบาตรใบเดิม

ไคล์แมก ของงานนี้ ผมจับตาดูที่ของหวาน
ดูซิว่าหลวงพี่ใจกล้าแค่ไหน
รถเข็นหม้อข้าวเหนียวเปียกค่อยๆเลื่อนมาอย่างช้าๆเนิบๆ    มันน่าลุ้นมากเลยทีเดียว
มาถึงแล้วหลวงพี่ก้อตักของหวานอย่างแรกมา แล้วก็ตักลงใส่
ถ้วยต่างหาก
ทำเอาผมหมดสนุกที่จะลุ้นเลย
 
แต่เห็นแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มนะ
จริงๆแล้วผมอยากไปส่องดูสภาพในบาตรใบนั้นจังเลย
 
July 15

เปิดโปรงแผนทำลายโลกด้วยทฤษฎีโลกร้อน

    ทุกบ่ายของทุกวัน มันจำต้องมีเหตุซักอย่างให้ต้องพาตัวเองพร้อม *ชะม้อย* ออกไปพ่นควันไอเสียข้างนอก
รู้สึกร้อนจนแสบผิวหนังกำพร้า ความร้อนจึงพาความคิดไปถึงการที่ ด็อกเตอร์ ทั้งหลายออกมาประกาศปาวๆกันว่า "เราควรรณรงค์"
รณรงค์ไม่เปิดแอร์ รณรงค์ไม่ตัดต้นไม้ รณรงค์ไม่ใช้พลาสติก  เพราะพวกมันเหล่านี้จะมีสาเหตุทางวิทยาศาสตร์(ซึ่งผมไม่เคยมีความรู้และเกี่ยวข้อง)
บางอย่างทำให้โลกของเรา ร้อนขึ้น   
 ใช่  ผมรู้สึกแล้ว ว่ามันร้อนจริงๆ
    คิดถึงเรื่องที่มู๋ มันถามผมตอนมันเห็นผมถือถุงหูหิ้วใส่ขนมเข้ามาให้ห้อง
"มึงรู้มั้ย มนุษย์เรามีพลาสติกใช้ครั้งแรกเมื่อไหร่"
    ไม่รู้
"เมื่อไม่ถึง ๑๐๐ ปี มานี้เอง แล้วมึงรู้มั้ยว่า พลาสติกชิ้นนึง ใช้เวลาย่อยกี่ปี"
    ไม่รู้ รึเคยรู้แต่จำไม่ได้ รู้แต่ว่ามันนานมาก
"เออ กูก็ไม่รู้ แต่เค้าบอกว่ามันนานมากเป็นแสนเป็นล้านปี"
    อือมม
"แล้วมึงรู้มั้ยว่าพลาสติกชิ้นแรกในโลก มันยังไม่ย่อยเลย"
    เห้ยยยยยยย!!!! จริงเหรอ?????
 
 
    จริงครับ บางทีพลาสติกชิ้นนั้นอาจมีส่วนสำคัญของการละลายของภูเขาน้ำแข็งที่เมืองนอก มันอาจส่งผลให้ปรอทวัดองศาความร้อนในประเทศไทยสูงขึ้น
ที่แรงบันดาลใจสำคัญ ที่มานั่งพิมพ์ตรงนี้เพราะ วันนี้มันร้อนมากเกินไปแล้วววว 
ช่วยกันคนละไม้คนละมือนะครับ  เพื่อโลก  และเพื่อผมด้วยครับ
 
 
*ชะม้อย เป็นชื่อรถของผมเองครับ เป็นรถที่ผมรักมาก บางทีผมอาจต้องเก็บมันไว้ในโรงรถแล้ว
เพราะเค้าบอกว่าควันไอเสียของมันก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร้อน
 
May 01

วันแรกของวันที่เหลือ

วันแรงงาน
ผมก็เพิ่งเห็นความสำคัญของวันนี้ก็วันนี้แหละครับ
เพราะปกติเราเรียนหนังสือ เราไม่จำเป็นต้องใช้แรงงาน
จึงเป็นจำเป็นต้องมีวันแรงงานและเห็นความสำคัญของวันแรงงาน
1 วันหยุดในรอบ 2 สัปดาห์ มีผลอย่างมากในการทำงานที่น่าเบื่อ
เบื่อที่ต้องทำงานหนัก เบื่อที่ต้องถูกหัวหน้าและเจ้านายด่า เบื่อที่ต้องตื่นแต่เช้าและนอนแต่หัวค่ำ
ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน
ประสบการณ์ใหม่ๆจึงพรั่งพรูเข้ามา
แล้วแต่ว่าเราจะรับและพร้อมจะรับมันได้ไหม และรับได้เท่าไหร่
ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ที่นี่ มันทำให้ผมเปลี่ยนความคิดในการทำงานแบบเดิมๆ
ซึ่งผมเคยคิดว่า เมื่อเราทำงาน ยิ่งเราทำนานเท่าไหร่ มันจะค่อยๆชิน
งานก็จะสบายขึ้น เราก็จะสบายขึ้น
แต่ที่ผมเจอ มันไม่ใช่
วันแรกที่เข้าไปทำงาน เวลาในวันนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนคิดไปว่าชีวิตผมจะหยุดแค่ตรงนั้น วันนั้น
งานทุกอย่างที่เจอล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน
รู้สึก หนัก และเหนื่อย และ ท้อ แท้
และคิดว่า วันพรุ่งนี้จะดีกว่านี้
ผมหมายถึงว่า มันจะดี มันจะสบายกว่า เพราะผมเคยคิดว่าวันแรกเป็นวันที่หนักที่สุดในการทำทุกๆอย่าง
และคิดว่าผมผ่านวันนั้นมาได้แล้ว
เข้าสู่วันที่สอง ก็เข้าอีหรอบเดิม แต่ผมได้จับงานจริงๆที่ผมจะต้องทำประจำ
มันหนักกว่าวันแรกอีก
และเหนื่อยกว่าวันแรก
บอกตัวเอง เออน่ะ เราเพิ่งจะเจองานจริงๆ
พรุ่งนี้ก็สบายแล้ว
เข้าสู่วันที่สาม ก็เจอหนักกว่าเดิมอีกแล้ว
เห้ยย นี่มันอะไรกันวะ
วันที่ 4 5 6 7 8 9 10 ... ก็เหมือนกัน หนักขึ้นเรื่อยๆ
จนทำได้ 2 เดือน ก็ยังไม่เจอวันไหนที่สบายกว่าวันที่ผ่านมาเลยซักวัน
 
เพิ่งมาเจอก็วันนี้แหละ
วันแรงงานที่ไม่เคยมีความสำคัญ
เป็นวันที่สบายที่สุดในชีวิต ได้ตื่นสาย ได้นอนดึก
โอ้สบาย
 
และพรุ่งนี้
ก็ต้องกลับไปพบกับ
วันแรกของวันที่เหลือ